ระยะการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ทำไมถึงช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์?
หากพูดถึงเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ประสบภาวะมีบุตรยากสามารถตั้งครรภ์สำเร็จ ก็จะต้องกล่าวถึงการทำเด็กหลอดแก้ว IVF หรือ ICSI วิธีที่เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์สูงมากกว่าวิธีอื่น ๆ ซึ่งการทำเด็กหลอดแก้วแต่ละขั้นตอนมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะขั้นตอนเพาะเลี้ยงตัวอ่อนที่แม้ว่าจะใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน แต่ต้องมีผู้ชำนาญการดูแลในทุกขั้นตอนเพื่อให้ตัวอ่อนจะเกาะผนังมดลูกได้อย่างปลอดภัย และเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ในที่สุด
สารบัญบทความ
- เลี้ยงตัวอ่อนเพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้น
- การเลี้ยงตัวอ่อนคืออะไร? ทำไมถึงควรเพาะเลี้ยงตัวอ่อน
- ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์คืออะไร? ผ่านการเพาะเลี้ยงอย่างไรบ้าง
- ตัวอ่อนมีทั้งหมดกี่ระยะ
- ข้อดีตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์
- ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้อย่างไร?
- เพิ่มโอกาสมีลูกด้วยการแช่แข็งตัวอ่อนกับ SAFE Fertility Group
- สรุป เลี้ยงตัวอ่อนเพื่อเพิ่มโอกาสการมีบุตร
การเลี้ยงตัวอ่อนคืออะไร? ทำไมถึงควรเพาะเลี้ยงตัวอ่อน

การเลี้ยงตัวอ่อน คือ การนำตัวอ่อนที่ผ่านการปฏิสนธิระหว่างเซลล์ไข่และอสุจิ มาเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการเป็นระยะเวลา 3-5 วัน จากนั้นจึงคัดเลือกตัวอ่อนคุณภาพดีย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก เพื่อให้ตัวอ่อนฝังตัวและตัวอ่อนมีการเติบโตเป็นทารกในครรภ์ต่อไป
การเลี้ยงตัวอ่อนถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการทำเด็กหลอดแก้ว (ICSI) เพราะในขั้นตอนการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะต้องมีผู้มีประสบการณ์เป็นผู้คอยดูแลตัวอ่อนตลอดการเพาะเลี้ยงเท่านั้น เพื่อให้ได้รับตัวอ่อนคุณภาพดีพร้อมย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกได้
ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์คืออะไร? ผ่านการเพาะเลี้ยงอย่างไรบ้าง
ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) คือ ตัวอ่อนที่ผ่านการปฏิสนธิและเพาะเลี้ยงแล้วประมาณ 5 วัน ประกอบไปด้วยเซลล์จำนวน 80-120 เซลล์ ซึ่งตัวอ่อนระยะนี้จะถูกเลี้ยงในน้ำยาพิเศษและต้องผ่านการควบคุมอย่างเคร่งครัด ทั้งเรื่องสภาพแวดล้อมในตู้เลี้ยงตัวอ่อน, แรงดันอากาศ, อุณหภูมิความชื้น, ความเป็นกรด-ด่าง และก๊าซในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ตัวอ่อนอยู่ภายในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับภายในร่างกายที่สุด
ตัวอ่อนมีทั้งหมดกี่ระยะ
ในการทำเด็กหลอดแก้วทางแพทย์ผู้ชำนาญการจะนำเซลล์ไข่ที่สมบูรณ์ที่สุด 1 ใบ พร้อมกับตัวอสุจิที่แข็งแรงที่สุด 1 ตัว มาผสมกันในจานเพาะเลี้ยงให้เกิดตัวอ่อน โดยระยะตัวอ่อนที่นำมาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการจะมีดังนี้
ระยะที่ 1
ตัวอ่อนระยะที่ 1 จะเรียกว่า ไซโกต (Zygote) คือ ตัวอ่อนที่ผ่านการปฏิสนธิแล้วไม่เกิน 24 ชั่วโมง โดยปกติเราจะทราบว่าอสุจิและเซลล์ไข่ผ่านการปฏิสนธิเรียบร้อยแล้วจากการตรวจสอบ Pronuclei ในตัวอ่อน โดยภายในตัวอ่อนจะต้องมี Pronuclei จากฝ่ายชายและฝ่ายหญิงอย่างละ 1 เซลล์ เพื่อให้ Pronuclei ทั้งสองรวมตัวกันเหลือเพียงเซลล์เดียว
ระยะที่ 2
ตัวอ่อนระยะที่ 2 จะเรียกว่า คลีเวจ (Cleavage) คือ ตัวอ่อนช่วงวันที่ 3 หลังจากปฏิสนธิ ซึ่งเป็นระยะการแบ่งเซลล์จากแต่เดิมที่มีตัวอ่อนเพียงเซลล์เดียว จะเริ่มแบ่งตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยมาตรฐานของการแบ่งเซลล์ในระยะนี้จะอยู่ที่ 6-10 เซลล์ (โดยค่าเฉลี่ยที่เหมาะสม คือ 8 เซลล์) ซึ่งถึงแม้ตัวอ่อนจะมีจำนวนเซลล์น้อยกว่า 6 เซลล์ แต่ก็ยังมีโอกาสที่ตัวอ่อนจะสามารถเจริญพันธุ์ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเซลล์ที่เกิดจากการแบ่งตัวจะมีขนาดเล็กลง แต่ขนาดตัวอ่อนในระยะนี้จะยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่หลังจากนั้นเซลล์ก็จะเริ่มจับตัวเป็นก้อน และกลายเป็นตัวอ่อนระยะต่อไป รวมถึงภายในเซลล์นั้นควรมีเศษเซลล์ขนาดเล็กผิดปกติ (Fragmentation) ไม่เกิน 20% เพื่อให้ตัวอ่อนสามารถพัฒนาต่อไปได้
ระยะที่ 3
ตัวอ่อนระยะที่ 3 จะเรียกว่า บลาสโตซิสต์ (Blastocyst) คือ ตัวอ่อนช่วงวันที่ 5 หลังจากปฏิสนธิ ซึ่งเป็นระยะตัวอ่อนจะมีการแบ่งเซลล์เฉลี่ยที่ 80-120 เซลล์ โดยที่เซลล์ชั้นใน (Inner Cell Mass) จะเติบโตเป็นตัวอ่อนในครรภ์ และเซลล์ชั้นนอก (Trophoblast) จะเปลี่ยนเป็นรกและเนื้อเยื่ออื่น ๆ ซึ่งตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์จะถูกนำกลับเข้าไปสู่โพรงมดลูกเพื่อฝังตัวต่อไป
ข้อดีตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์

โดยส่วนมากแล้วการทำเด็กหลอดแก้วมักจะย้ายตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์เข้าสู่โพรงมดลูกเพื่อให้ตัวอ่อนฝังตัวและตั้งครรภ์ แต่ทำไมถึงเลือกใช้ตัวอ่อนระยะนี้ และข้อดีของการใช้ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์คืออะไร?
- ทำให้ได้รับตัวอ่อนที่มีคุณภาพดี แข็งแรง มีโอกาสที่จะตั้งครรภ์ในระยะเร็วได้สูงขึ้น และช่วยลดโอกาสการแท้งลูกได้ด้วย
- ช่วยให้มีโอกาสตั้งครรภ์สูงขึ้น เพราะตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์เป็นตัวอ่อนที่มีความพร้อมมากพอที่จะฝังตัวเข้าสู่ผนังมดลูกได้
- สามารถนำเซลล์จากตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์มาใช้ในการตรวจโครโมโซมที่อยู่ในตัวอ่อนเพื่อหาความผิดปกติ เช่น ภาวะดาวน์ซินโดรม หรือโรคทางพันธุกรรมได้
- สามารถนำตัวอ่อนที่เหลือจากการเพาะเลี้ยงไปแช่แข็งเพื่อใช้ในการปฏิสนธิรอบอื่น ๆ ได้
ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้อย่างไร?
ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์เป็นตัวอ่อนในระยะที่มีความพร้อมเพรียงพอที่จะฝังตัวเข้ากับผนังมดลูกได้ ซึ่งในการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยการทำเด็กหลอดแก้วก็มักจะเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจนถึงระยะบลาสโตซิสต์แล้วจึงใส่ตัวอ่อนกลับเข้าโพรงมดลูกเช่นกัน เพราะเป็นระยะที่ตัวอ่อนสามารถฝังตัวได้เองเหมือนกับการมีลูกแบบธรรมชาติ
ซึ่งการทำเด็กหลอดแก้วแต่ละครั้งจะนำเซลล์ไข่และอสุจิที่สมบูรณ์มาทำให้เกิดการปฏิสนธิภายนอก เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนคุณภาพดีที่สุดมาใส่กลับเข้าสู่โพรงมดลูก วิธีการทำเด็กหลอดแก้วจึงทำให้มีโอกาสเกิดตัวอ่อนในครรภ์สูง และเพิ่มโอกาสให้ตัวอ่อนไปถึงระยะบลาสโตซิสต์มากขึ้น โดยการฝากไข่ก็เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยรักษาเซลล์ไข่ให้มีสภาพพร้อมต่อการตั้งครรภ์ในอนาคต
อันที่จริงแล้วก็สามารถนำตัวอ่อนระยะคลีเวจ (ตัวอ่อนระยะที่ 2) ฉีดกลับเข้าสู่ร่างกายเพื่อให้เกิดการฝังตัวได้เหมือนกัน เพียงแต่อัตราความสำเร็จจะน้อยกว่าตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ เพราะตามธรรมชาติแล้วตัวอ่อนระยะคลีเวจจะอยู่ที่บริเวณท่อนำไข่ซึ่งมีความพร้อมฝังตัวเข้าผนังมดลูกน้อยกว่า
เพิ่มโอกาสมีลูกด้วยการแช่แข็งตัวอ่อนกับ SAFE Fertility Group
สำหรับคู่รักที่อยากมีลูกแต่ยังไม่พร้อมด้วยปัจจัยต่าง ๆ สามารถใช้บริการแช่แข็งตัวอ่อนเพื่อช่วยคงสภาพตัวอ่อนให้คงอยู่ และเลือกช่วงเวลาที่พร้อมมีลูกได้ตามความปรารถนากับ SAFE Fertility Group คลินิกรักษาผูัที่มีภาวะมีบุตรยากที่ได้รับมาตรฐานสากล โดยได้รับการดูแลจากทางแพทย์ผู้มีประสบการณ์ และผู้ชำนาญการทางด้านการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนโดยเฉพาะ
นอกจากนี้แล้วทางคลินิกยังมีบริการฝากไข่สำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมมีลูก แต่อยากเก็บเซลล์ไข่ที่ยังคงอยู่ในช่วงสมบูรณ์ เพราะเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป ระบบต่าง ๆ ในร่างกายจะมีประสิทธิภาพทำงานลดลง รวมถึงการผลิตเซลล์ไข่ก็จะมีคุณภาพลดลงด้วยเช่นกัน การฝากไข่จึงช่วยให้ผู้ที่วางแผนมีลูกในอนาคตมีเซลล์ไข่พร้อมปฏิสนธิกับอสุจิของฝ่ายชายในอนาคต
สรุป เลี้ยงตัวอ่อนเพื่อเพิ่มโอกาสการมีบุตร
การเลี้ยงตัวอ่อนจะช่วยเพิ่มโอกาสมีลูกให้กับผู้ที่มีภาวะมีบุตรยาก อีกทั้งยังเป็นการคัดกรองตัวอ่อนคุณภาพดี ห่างไกลจากโรคทางพันธุกรรม ซึ่งถ้าเพาะเลี้ยงตัวอ่อนไปจนถึงระยะบราสโตซิสต์แล้วสามารถนำเซลล์ตัวอย่างไปตรวจโครโมโซมตัวอ่อนหาความผิดปกติได้
แต่การเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจำเป็นต้องใช้ทักษะความชำนาญสูงและเครื่องมือที่มีคุณภาพ ซึ่งทาง SAFE Fertility Group มีบริการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ฝากไข่ รวมถึงมีบริการตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์เพื่อให้คู่รักที่ต้องการมีลูกสามารถทราบถึงสภาพร่างกายก่อนรักษาภาวะมีบุตรยาก และวางแผนมีลูกน้อยได้สำเร็จมากขึ้น
ตรวจสอบบทความโดย : นายแพทย์ มานพ จันทนพันธ์
สูตินรีแพทย์ เฉพาะทางมะเร็งมะเร็งนรีเวช มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้อง, สาขาภูเก็ต