06.08.68

มดลูกไม่พร้อม ตัวอ่อนก็ไม่ไปต่อ! ทำความเข้าใจเรื่อง ‘เยื่อบุโพรงมดลูก’ เพื่อการฝังตัวของตัวอ่อน

มดลูกไม่พร้อม ตัวอ่อนก็ไม่ไปต่อ! ทำความเข้าใจเรื่อง ‘เยื่อบุโพรงมดลูก’ เพื่อการฝังตัวของตัวอ่อน

เมื่อพูดถึงการเตรียมพร้อมเพื่อมีบุตร หลายคนมักให้ความสำคัญกับคุณภาพของไข่และสเปิร์มเป็นหลัก แต่ “เยื่อบุโพรงมดลูก” ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการฝังตัวของตัวอ่อน หากเยื่อบุโพรงมดลูกไม่พร้อม แม้ตัวอ่อนจะมีคุณภาพดี ก็อาจทำให้อัตราการฝังตัวลดลง และพลาดโอกาสของการตั้งครรภ์ในรอบนั้นได้

การทำความเข้าใจบทบาทของเยื่อบุโพรงมดลูก รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อความสมบูรณ์ของเยื่อบุโพรงมดลูก จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในการวางแผนเพื่อมีบุตร

บทบาทสำคัญของเยื่อบุโพรงมดลูกต่อการตั้งครรภ์

เยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrium) คือเนื้อเยื่อที่บุอยู่ด้านในโพรงมดลูก ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงตามรอบประจำเดือนภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการตั้งครรภ์อย่างมาก คือ

  • เป็นตำแหน่งหลักของการฝังตัวของตัวอ่อน หลังจากไข่และสเปิร์มปฏิสนธิกันในท่อนำไข่ ตัวอ่อนจะเดินทางเข้าสู่โพรงมดลูก โดยมีเยื่อบุโพรงมดลูกที่หนาตัวขึ้นพร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน
  • เป็นแหล่งโภชนาการสำหรับตัวอ่อนในระยะเริ่มต้น เยื่อบุโพรงมดลูกที่สมบูรณ์จะมีหลอดเลือดและสารอาหารมากมายที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อนในช่วงแรกก่อนที่รกจะพัฒนาเต็มที่ในช่วงตั้งครรภ์ถัดไป
  • กำหนดโอกาสสำเร็จของการตั้งครรภ์ หากเยื่อบุโพรงมดลูกบางเกินไป หนาเกินไป ไม่เรียบ หรือมีการอักเสบ โอกาสที่ตัวอ่อนจะฝังตัวและเจริญเติบโตจนตั้งครรภ์ได้ก็จะลดลงอย่างมาก

โดยทั่วไปแล้ว เยื่อบุโพรงมดลูกที่เหมาะสมกับการฝังตัวของตัวอ่อนจะมีลักษณะ ดังนี้

  1. ความหนาที่เหมาะสม ในช่วงเวลาที่ตัวอ่อนพร้อมฝังตัว จะอยู่ในช่วงระยะที่มดลูกมีความพร้อมที่สุดในการให้ตัวอ่อนฝังตัว หรือ Implantation Window ซึ่งมักจะเป็นช่วงหลังไข่ตกหรือหลังได้รับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ในระยะเวลานี้เยื่อบุโพรงมดลูกควรมีความหนาอยู่ระหว่าง 8-12 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นระดับที่รองรับการฝังตัวของตัวอ่อนได้ดี หากบางเกินไปหรือหนาเกินไป อาจส่งผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อนและโอกาสในการตั้งครรภ์ลดลง
  2. ลักษณะเป็นสามชั้น (Triple-Line Pattern) เมื่อตรวจอัลตราซาวด์ในช่วงวันใกล้ไข่ตก เยื่อบุโพรงมดลูกควรมีลักษณะเป็น 3 ชั้น ซึ่งสะท้อนถึงความสมบูรณ์ และพร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน
  3. ปราศจากพยาธิสภาพอื่นๆ เยื่อบุโพรงมดลูกไม่ควรมีสิ่งแปลกปลอม เช่น ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก (Endometrial Polyp) พังผืดในโพรงมดลูก (Intrauterine Adhesions) เนื้องอกที่ยื่นเข้าไปในโพรงมดลูก (Submucosal Fibroid) หรือการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุโพรงมดลูก (Chronic Endometritis) ซึ่งอาจขัดขวางการฝังตัวโดยตรง รวมถึงอาจส่งผลต่อความสามารถของเยื่อบุในการรับตัวอ่อนอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพและสภาพของเยื่อบุโพรงมดลูก

ปัญหาสุขภาพหลายอย่างสามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพและสภาพของเยื่อบุโพรงมดลูกได้ ดังนี้

  1. เยื่อบุโพรงมดลูกบาง (Thin Endometrium) เป็นปัญหาพบบ่อยที่ทำให้การฝังตัวของตัวอ่อนทำได้ยาก ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก
    • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาลดฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือยาที่ส่งผลต่อการตอบสนองของเยื่อบุโพรงมดลูก
    • การขูดมดลูกบ่อยครั้งหรือรุนแรง อาจทำให้ชั้นเยื่อบุโพรงมดลูกเสียหาย
    • ภาวะมดลูกบีบตัวมากเกินไป (Hypercontractility) ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเยื่อบุโพรงมดลูกไม่เพียงพอ
    • การไหลเวียนเลือดไม่ดี เช่น ภาวะบางอย่างที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงมดลูกไม่พอ
    • การอักเสบเรื้อรัง อาจทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลงได้
  2. เยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติ (Endometrial Hyperplasia/Polyp)
    • เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติ (Hyperplasia) มักเกิดจากการกระตุ้นของฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไปโดยไม่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมาปรับสมดุล ซึ่งอาจมีเซลล์ที่ผิดปกติปะปนอยู่ได้
    • ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก (Endometrial Polyp) เป็นก้อนเนื้อที่งอกออกมาจากเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งอาจขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อนได้
  3. พังผืดในโพรงมดลูก (Intrauterine Adhesions หรือ Asherman's Syndrome) มักเกิดจากการบาดเจ็บที่เยื่อบุโพรงมดลูก เช่น การขูดมดลูกซ้ำๆ, การผ่าตัดมดลูก พังผืดเหล่านี้สามารถทำให้โพรงมดลูกตีบตัน และขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อน
  4. ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในกล้ามเนื้อมดลูก (Adenomyosis) เป็นภาวะที่เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญเติบโตอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้มดลูกโตขึ้น มีอาการปวดประจำเดือนรุนแรง และอาจส่งผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อนและการตั้งครรภ์ได้
  5. การอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุโพรงมดลูก (Chronic Endometritis) เป็นการอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเรื้อรังในโพรงมดลูก มักไม่มีอาการชัดเจน แต่เป็นสาเหตุหนึ่งของการแท้งซ้ำ และการฝังตัวของตัวอ่อนล้มเหลว

การตรวจ วินิจฉัย และการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกให้พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์

หลังจากที่เราได้เริ่มกระบวนการ IVF/ICSI และเลี้ยงตัวอ่อนที่สมบูรณ์สู่ระยะ Blastocyst แล้ว ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการย้ายตัวอ่อน (Embyos Transfer) การดูแลเยื่อบุโพรงมดลูกให้พร้อมสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม การวินิจฉัยและการดูแลที่ถูกต้องภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญการ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้ โดยแนวทางการตรวจวินิจฉัยและดูแลเยื่อบุโพรงมดลูกอย่างละเอียดมีดังนี้

  1. การซักประวัติและตรวจร่างกาย เช่น การซักรายละเอียดเกี่ยวกับรอบเดือน อาการปวดท้องน้อย ประวัติการผ่าตัดในอุ้งเชิงกราน หรือประวัติการแท้งบุตร เพื่อค้นหาสัญญาณของปัญหาที่อาจเกี่ยวข้องกับโพรงมดลูก
  2. การอัลตราซาวด์ (Transvaginal Ultrasound) เป็นวิธีหลักในการประเมินความหนาและลักษณะของเยื่อบุโพรงมดลูก รวมถึงตรวจหาพยาธิสภาพที่ผิดปกติ เช่น ติ่งเนื้อ เนื้องอก หรือความผิดปกติของโครงสร้างมดลูก
  3. การส่องกล้องในโพรงมดลูก (Hysteroscopy) เป็นการสอดกล้องขนาดเล็กเข้าไปในโพรงมดลูกเพื่อตรวจดูความผิดปกติ และสามารถรักษาได้ในคราวเดียวกัน เช่น การตัดติ่งเนื้อ พังผืด หรือเก็บชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้
  4. การตรวจวิเคราะห์เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial Biopsy/ERA Test) ในกรณีที่การฝังตัวของตัวอ่อนล้มเหลวซ้ำๆ แพทย์อาจแนะนำการเก็บชิ้นเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกไปตรวจหาภาวะอักเสบเรื้อรัง (Chronic Endometritis) หรือตรวจหา ระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการย้ายตัวอ่อน (Endometrial Receptivity Analysis - ERA Test) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์แบบเฉพาะบุคคล

แนวทางในการดูแลหรือฟื้นฟูเยื่อบุโพรงมดลูกเพื่อให้พร้อมต่อการฝังตัวของตัวอ่อน

  1. การใช้ยาฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน เพื่อช่วยให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวและพร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน
  2. การรักษาพยาธิสภาพ เช่น การผ่าตัดส่องกล้องเพื่อเอาติ่งเนื้อ พังผืด หรือเนื้องอกที่ขัดขวางออก
  3. การรักษาภาวะอักเสบเรื้อรัง โดยการใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์
  4. การเพิ่มการไหลเวียนเลือดสู่มดลูก เช่น การออกกำลังกาย การฝังเข็ม หรือการใช้ยาบางชนิดที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด (ภายใต้การดูแลของแพทย์)

การเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกให้พร้อม คือก้าวสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้ในการเดินทางสู่การตั้งครรภ์ การทำความเข้าใจและดูแลสุขภาพของเยื่อบุโพรงมดลูกอย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มโอกาส “การฝังตัวของตัวอ่อน” ได้ การปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญเพื่อการมีบุตรโดยเฉพาะ จะช่วยให้คุณได้รับการประเมินและดูแลเยื่อบุโพรงมดลูกให้พร้อมที่สุดสำหรับการตั้งครรภ์ เพราะทุกองค์ประกอบสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อความฝันในการสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์

บทความโดย พญ. เพียงไพลิน วรดิถี (คุณหมอแตงโม) (ว.46855)
สูตินรีแพทย์ชำนาญการด้านมีบุตรยาก SAFE Fertility Group สาขาเกษรอัมรินทร์

Reference