11.08.68

สเปิร์มแข็งแรง เริ่มได้ด้วย “ฮอร์โมน”

สเปิร์มแข็งแรง เริ่มได้ด้วย “ฮอร์โมน”

เมื่อพูดถึง "ภาวะมีบุตรยาก" หลายคนมักนึกถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายหญิงเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความผิดปกติของฮอร์โมนซึ่งส่งผลต่อการตกไข่ ความผิดปกติของมดลูก หรือการลดลงของสมรรถภาพของรังไข่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สุขภาพการเจริญพันธุ์ของฝ่ายชายก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คุณภาพของอสุจิ (สเปิร์ม)” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อความสามารถในการมีบุตรของฝ่ายชาย และฮอร์โมนเพศชายก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างและรักษาสภาพของสเปิร์มให้แข็งแรง

บทบาทสำคัญของฮอร์โมนเพศชายในการสร้างสเปิร์ม

ฮอร์โมนเพศชายนอกจากจะมีบทบาทต่อการพัฒนาลักษณะทางเพศชาย เช่น กล้ามเนื้อ หนวดเครา หรือพฤติกรรมทางเพศแล้ว ยังเป็นกุญแจสำคัญในการกระตุ้นกระบวนการผลิตสเปิร์ม (Spermatogenesis) อีกด้วย ซึ่งฮอร์โมนหลักที่ควบคุมการทำงานของระบบสืบพันธุ์เพศชาย คือ ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ซึ่งผลิตจากอัณฑะ รวมถึงยังมีฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองที่ควบคุมการผลิตเทสโทสเตอโรนและกระบวนการสร้างสเปิร์มโดยตรง ที่ควรรู้จักอีก 2 ฮอร์โมน คือ

  • ฮอร์โมนกระตุ้นฟอลลิเคิล (Follicle-Stimulating Hormone: FSH) มีบทบาทโดยตรงในการกระตุ้นเซลล์ในอัณฑะให้สร้างสเปิร์ม
  • ฮอร์โมนลูทิไนซิง (Luteinizing Hormone: LH) ทำหน้าที่กระตุ้นให้เซลล์ในอัณฑะผลิตฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน

หากระดับฮอร์โมนเหล่านี้ไม่สมดุล ไม่ว่าจะอยู่ในระดับที่สูงหรือต่ำเกินไป ก็สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพ ปริมาณ และการเคลื่อนที่ของสเปิร์ม ซึ่งนำไปสู่ภาวะมีบุตรยากได้

ปัจจัยที่กระทบต่อคุณภาพสเปิร์ม ผ่านกลไกของ “ฮอร์โมน”

เห็นได้ชัดว่า ฮอร์โมนมีส่วนกับคุณภาพของสเปิร์มเป็นอย่างมาก เพราะพึ่งพาการทำงานของฮอร์โมน Testosterone และฮอร์โมนที่ควบคุมระบบสืบพันธุ์จากสมอง เช่น FSH (Follicle-Stimulating Hormone) และ LH (Luteinizing Hormone) เป็นหลัก ซึ่งปัจจัยหลายอย่างที่เราคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน อาจไปรบกวนสมดุลเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว

  1. พฤติกรรมการใช้ชีวิต
    • การสูบบุหรี่ โดยสารพิษในบุหรี่ เช่น นิโคตินและคาร์บอนมอนอกไซด์ มีฤทธิ์ทำลายเซลล์ในอัณฑะที่สำคัญในการผลิตฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) เมื่อฮอร์โมนนี้ลดลง กระบวนการสร้างสเปิร์มก็จะบกพร่องตามไปด้วย
    • การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ อาจรบกวนการทำงานของสมองส่วนที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมน FSH และ LH ซึ่งเป็นฮอร์โมนกระตุ้นการทำงานของอัณฑะ ส่งผลให้ระดับ Testosterone ลดลง และคุณภาพของสเปิร์มถดถอย
    • การใช้สารเสพติด โดยสารเสพติดหลายชนิด เช่น กัญชา โคเคน หรือยาบ้า มีฤทธิ์กดการทำงานของแกนสมอง–อัณฑะ (Hypothalamic-Pituitary-Gonadal Axis) ทำให้สมองไม่หลั่งฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างสเปิร์ม และยังอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับยีนของสเปิร์มได้ด้วย
    • ความเครียดสะสม โดยเมื่อร่างกายอยู่ในภาวะเครียด จะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ในปริมาณสูง ฮอร์โมนนี้มีผลในการกดการหลั่งฮอร์โมนเพศชาย ส่งผลให้การผลิตสเปิร์มลดลง ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ
  2. ภาวะโภชนาการ
    • ภาวะอ้วน (Obesity) ในผู้ชายที่มีไขมันสะสมมาก (โดยเฉพาะรอบเอว) ไขมันจะเปลี่ยนฮอร์โมนเพศชายเป็นฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน) มากเกินไป ซึ่งทำให้สมองรับสัญญาณผิดว่าร่างกายมีฮอร์โมนเพศเพียงพอแล้ว จึงลดการผลิตฮอร์โมน FSH และ LH ส่งผลให้การสร้างสเปิร์มลดลงโดยไม่รู้ตัว
    • การขาดสารอาหารบางชนิด เช่น สังกะสี (Zinc) ซีลีเนียม วิตามินอี โฟลิก และวิตามินซี ที่มีบทบาทในการปกป้องเซลล์สเปิร์มจากความเสียหายของอนุมูลอิสระ และช่วยให้การตอบสนองต่อฮอร์โมนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ หากร่างกายขาดสารเหล่านี้ การสร้างสเปิร์มจะลดลง และอาจเกิดความผิดปกติของเซลล์สืบพันธุ์ได้
  3. สิ่งแวดล้อม
    • สารพิษและโลหะหนัก เช่น สารกำจัดศัตรูพืช ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท หรือพลาสติกบางประเภท (เช่น BPA) มีคุณสมบัติเสมือนฮอร์โมนในร่างกาย (Endocrine Disruptors) ซึ่งสามารถแย่งจับกับตัวรับฮอร์โมน ทำให้ร่างกายสับสน และอาจหยุดการสร้างฮอร์โมนเพศชายหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเซลล์สเปิร์มได้
  4. โรคประจำตัวและการรักษาพยาบาล
    • โรคเบาหวาน (Diabetes) ระดับอินซูลินที่ไม่สมดุลส่งผลทางอ้อมต่อระดับฮอร์โมนเพศชาย และอาจเกิดภาวะฮอร์โมนเพศต่ำเรื้อรังได้อีกด้วย
    • ภาวะเส้นเลือดขอดที่อัณฑะ (Varicocele) เป็นภาวะที่เลือดคั่งบริเวณหลอดเลือดดำรอบอัณฑะ หรือภาวะถุงอัณฑะค้างในช่องท้อง ที่ทำให้บริเวณอัณฑะมีอุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้เซลล์ที่ผลิตฮอร์โมนและเซลล์สร้างสเปิร์มทำงานได้ไม่ดี
    • การใช้ยาเคมีบำบัด การฉายแสงเพื่อรักษามะเร็งบางชนิด ยากลุ่มสเตียรอยด์ หรือฮอร์โมนเทียมบางชนิด อาจรบกวนสมดุลฮอร์โมน โดยเฉพาะอาจทำให้ฮอร์โมนเพศชายมีระดับที่สูงหรือต่ำเกินไปได้
    • ประวัติอุบัติเหตุจากการคร่อมมอเตอร์ไซหรือแรงกระแทกถุงอัณฑะจากอุบัติเหตู
    • ประวัติเป็นคางทูมลงถุงอัณฑะในวัยเด็ก
  5. ความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิด ยกตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น
    • กลุ่มอาการไคลน์เฟลเตอร์ (Klinefelter Syndrome) ที่มีโครโมโซมเพศเกินมา (XXY) ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนเพศชายได้เพียงพอ หรือเกิดความผิดปกติในการตอบสนองต่อฮอร์โมน ส่งผลให้การสร้างสเปิร์มล้มเหลวแม้จะดูภายนอกเหมือนปกติ
    • ความผิดปกติของต่อมใต้สมองหรือไฮโปทาลามัส ซึ่งเป็นศูนย์กลางที่ผลิตและหลั่งฮอร์โมนควบคุมการทำงานของอัณฑะ (เช่น GnRH, LH, FSH) อาจนำไปสู่ภาวะฮอร์โมน LH และ FSH ต่ำ (Hypogonadotropic Hypogonadism) และส่งผลให้การกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนและการสร้างสเปิร์มลดลง ตัวอย่างเช่น กลุ่มอาการ Kallmann Syndrome

วิธีการสร้างสมดุลฮอร์โมนเพื่อสร้างสเปิร์มที่แข็งแรง

แม้ว่าเรื่องการมีบุตรจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่ “คุณภาพสเปิร์ม” ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการมีบุตรแล้ว ยังเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงสุขภาพโดยรวมของคุณผู้ชายอีกด้วย ซึ่งวิธีการสร้างสเปิร์มให้แข็งแรงเพื่อเพิ่มโอกาสในการมีบุตรก็มีหลากหลายวิธีด้วยกัน

  1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต
    • งดสูบบุหรี่และลดการดื่มแอลกอฮอล์
    • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม (BMI 18.5 - 24.9) ช่วยรักษาสมดุลของฮอร์โมนเพศชาย
    • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และส่งผลดีต่อระดับฮอร์โมนเพศชาย
    • จัดการความเครียด ปล่อยวาง และทำจิตใจให้แจ่มใส
  2. โภชนาการที่เหมาะสม อาหารบางชนิดช่วยเสริมให้สเปิร์มแข็งแรงขึ้นได้
    • เลือกรับประทานสารอาหารที่ช่วยสร้างสมดุลฮอร์โมนเพศชาย เช่น สังกะสี (Zinc) มักพบในหอยนางรม เนื้อแดง ถั่ว เมล็ดฟักทอง
    • เสริมด้วยสารอาหารที่มีส่วนช่วยบำรุงสเปิร์มในด้านอื่น ๆ เช่น
      • ซีลีเนียม (Selenium) พบในถั่วบราซิล ปลาทูน่า ข้าวกล้อง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องสเปิร์ม
      • วิตามินอี (Vitamin E) และ วิตามินซี (Vitamin C) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องสเปิร์มจากการถูกทำลาย
      • โฟลิก (Folic Acid) มีส่วนช่วยในการสร้าง DNA และเซลล์ใหม่
      • CoQ10 (Coenzyme Q10) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้สเปิร์มและปรับปรุงการเคลื่อนที่
      • L-Carnitine กรดอะมิโนช่วยในการผลิตพลังงานให้กับสเปิร์มและปรับปรุงการเคลื่อนที่
  3. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อม
    • ป้องกันตัวเองจากการสัมผัสสารเคมีและสารพิษที่อาจส่งผลต่อฮอร์โมนเพศชาย
    • รวมถึงดูแลสุขภาพอัณฑะจากภายนอก เช่น หลีกเลี่ยงการทำให้อัณฑะอุณหภูมิสูงขึ้น แม้แต่เพียง 1-2 องศา อย่างการวางแลปทอปไว้บนตักนาน ๆ การปั่นจักรยานเป็นเวลานานและบ่อยครั้ง หรือการใส่ชุดชั้นในรัดแน่น เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของเซลล์ในอัณฑะในระยะยาว จนทำให้การผลิตฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลง
  4. การรักษาทางการแพทย์
    • การใช้ยา โดยแพทย์ผู้ชำนาญการอาจพิจารณาให้ยาเพื่อปรับสมดุลฮอร์โมนเพศชาย หรือยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาการติดเชื้อ
    • การผ่าตัด โดยเฉพาะในกรณีที่มีภาวะเส้นเลือดขอดที่อัณฑะ แพทย์อาจแนะนำการผ่าตัดเพื่อแก้ไข
    • เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (Assisted Reproductive Technology: ART) หากวิธีการทั้งหมดข้างต้นไม่ได้ผล แพทย์อาจแนะนำการทำ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) ซึ่งเป็นการฉีดสเปิร์มหนึ่งตัวที่คัดเลือกแล้วว่ามีคุณภาพแข็งแรงสมบูรณ์เข้าไปในไข่โดยตรง เป็นเทคนิคที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีปัญหาสเปิร์ม

การตรวจคุณภาพสเปิร์ม (Sperm Analysis) ต้องวินิจฉัยอย่างรอบด้าน

ฮอร์โมนเพศชายคือรากฐานสำคัญของกระบวนการสร้างสเปิร์ม หากระบบฮอร์โมนเสียสมดุล ไม่ว่าจะจากไลฟ์สไตล์ สุขภาพ หรือพันธุกรรม สเปิร์มที่ผลิตได้อาจไม่มีคุณภาพเพียงพอสำหรับการปฏิสนธิ ดังนั้นการประเมินภาวะเจริญพันธุ์ในผู้ชายจึงไม่ใช่แค่การตรวจน้ำเชื้อเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากการพูดคุยและปรึกษากับแพทย์ผู้ชำนาญการ ร่วมกับการตรวจระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับภาวะเจริญพันธุ์ รวมถึงตรวจวิเคราะห์น้ำเชื้ออย่างละเอียด ทั้ง Sperm Analysis และ DNA Sperm Fragmentaion เพื่อหาสาเหตุให้ชัดว่าต้นเหตุของปัญหาอยู่ตรงไหนและแก้ไขอย่างถูกวิธี เพื่อเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้คุณเข้าใกล้การมีบุตรมากขึ้นกว่าที่คิด

หากคุณกำลังสงสัยว่าตัวเองกำลังเผชิญปัญหาภาวะมีบุตรยากอยู่หรือไม่ SAFE Fertility Group PCL พร้อมให้บริการตรวจและประเมินสุขภาพเจริญพันธุ์ของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ด้วยประสบการณ์กว่า 18 ปี เทคโนโลยีทันสมัยในการวินิจฉัยและรักษาภาวะมีบุตรยากเฉพาะทางสำหรับผู้ชาย เช่น การฉีดอสุจิเข้าเซลล์ไข่ (ICSI) และเทคนิคการเก็บอสุจิ (PESA/TESA) ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เฉพาะทางและนักวิทยาศาสตร์ที่มีประสบการณ์ในห้องปฏิบัติการที่ผ่านการรับรองระดับนานาชาติเพราะเราเชื่อว่า การเข้าใจสุขภาพของตัวเองอย่างลึกซึ้ง คือก้าวแรกของการสร้างครอบครัวที่คุณใฝ่ฝัน

บทความโดย พญ. กมลรัตน์ มีโอภาสมงคล (คุณหมอโบว์) (ว.41300)
สูตินรีแพทย์ชำนาญการด้านมีบุตรยาก SAFE Fertility Group สาขาเกษรอัมรินทร์ และรามอินทรา

Reference