20.10.68

Blastocyst คืออะไร? ทำไมการทำ ICSI ถึงควรย้ายตัวอ่อนในระยะนี้

Blastocyst คืออะไร? ทำไมการทำ ICSI ถึงควรย้ายตัวอ่อนในระยะนี้

ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (ICSI/IVF) หนึ่งในขั้นตอนที่ส่งผลต่อความสำเร็จ คือการย้ายตัวอ่อนที่เพาะเลี้ยงไว้ในห้องปฏิบัติการกลับเข้าสู่โพรงมดลูก (Embryo Transfer) โดยในปัจจุบันการย้ายตัวอ่อนช่วงระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) ถือเป็นมาตรฐานที่ได้รับความนิยมและมีงานวิจัยสนับสนุนว่าให้โอกาสสำเร็จสูงกว่าการย้ายในระยะต้น ๆ

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) และไขข้อสงสัยว่าทำไมการเลือกย้ายตัวอ่อนระยะนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญที่เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้น

พัฒนาการของตัวอ่อนจากวันที่เริ่มเก็บไข่ ปฏิสนธิ จนถึงระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst)

พัฒนาการการเจริญเติบโตของตัวอ่อนในกระบวนการเด็กหลอดแก้ว (ICSI/IVF) จะเริ่มต้นจากวันที่เก็บไข่ และอสุจิมาปฏิสนธิกันในห้องปฏิบัติการ โดยตัวอ่อนจะเริ่มฟักตัวในวันที่ 1 กลายเป็นตัวอ่อนระยะแรกที่เรียกว่า “ไซโกต (Zygote)” หากตัวอ่อนมีคุณภาพดีและสามารถเจริญเติบโตได้ ก็จะเริ่มแบ่งเซลล์ออกเป็นหลาย ๆ เซลล์อย่างต่อเนื่อง จนถึงวันที่ 5 หรือ 6 จึงพัฒนากลายเป็นระยะที่เรียกว่า “บลาสโตซิสต์ (Blastocyst)”

บลาสโตซิสต์ (Blastocyst) คืออะไร?

บลาสโตซิสต์ (Blastocyst) เป็นระยะของตัวอ่อนในช่วงวันที่ 5-6 หลังจากการปฏิสนธิ ถือเป็นการพัฒนาจนถึงขีดสุดของการเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ โดยมีโครงสร้างที่สำคัญ คือ กลุ่มเซลล์ที่จะเจริญเติบโตไปเป็นตัวทารกในอนาคต (Inner Cell Mass) และกลุ่มเซลล์ด้านนอกสุด ที่เตรียมพัฒนาไปเป็นรก (Trophoblast) ซึ่งสำคัญต่อการยึดเกาะกับผนังมดลูกเพื่อรับสารอาหาร โครงสร้างทั้ง 2 ส่วนนี้ล้วนมีผลต่อการเจริญเติบโตต่อในร่างกายคุณแม่และส่งผลต่อความสำเร็จในการตั้งครรภ์

ทำไมการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI/IVF ถึงควรย้ายตัวอ่อนในระยะนี้?

  1. คัดเลือกตามธรรมชาติ (Natural Selection)
    ตัวอ่อนที่ถูกเลี้ยงในห้องปฏิบัติการจนถึงระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) ได้นั้น เป็นตัวอ่อนที่มีศักยภาพในการเติบโตและพัฒนาได้ดีที่สุด เพราะตัวอ่อนที่มีคุณภาพไม่ดีหรือไม่สมบูรณ์จะหยุดการเจริญเติบโตและเสื่อมสภาพไปในระยะก่อนหน้านี้โดยธรรมชาติ ดังนั้น การย้ายตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) จึงเป็นการช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่เหมาะสมมาตั้งแต่ในห้องปฏิบัติการ ทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จสูงขึ้น
  2. สอดคล้องกับธรรมชาติของร่างกาย (Natural Process Alignment)
    ในภาวะปกติ ตัวอ่อนจะใช้เวลาประมาณ 5-6 วันในการเดินทางจากท่อนำไข่มาถึงโพรงมดลูก เพื่อพร้อมสำหรับการฝังตัว ดังนั้น การย้ายตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) จึงเป็นการจำลองและสร้างความสอดคล้องกับช่วงเวลาตามธรรมชาติที่มดลูกมีความพร้อมสำหรับการการฝังตัวของตัวอ่อนทำให้เพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้
  3. สามารถนำมาตรวจคัดกรองโครโมโซมของตัวอ่อนได้ (Chromosome Screening: PGT-A/PGTseq-A)
    การเลี้ยงตัวอ่อนจนถึงระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเก็บเซลล์บางส่วนจากเซลล์ที่จะพัฒนาไปเป็นรกของทารกในอนาคต (Trophoblast) เพื่อนำมาตรวจคัดกรองโครโมโซมก่อนย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก PGT-A (Preimplantation Genetic Testing for Aneuploidy) ซึ่งเป็นเทคนิคสำคัญที่ช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติ ลดความเสี่ยงของการแท้งบุตร และเพิ่มโอกาสของการตั้งครรภ์ ซึ่งในระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) นี้ สามารถทำได้อย่างปลอดภัย และไม่กระทบต่อกลุ่มเซลล์อื่น ๆ ที่จะพัฒนาไปเป็นลูกน้อยของคุณในอนาคต
  4. ลดความเสี่ยงของการตั้งครรภ์แฝด (Lower Risk of Multiple Pregnancy)
    เนื่องจากตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) มีความสมบูรณ์ จึงสามารถเลือกย้ายตัวอ่อนแค่เพียง 1 ตัวเข้าสู่โพรงมดลูก และมีโอกาสตั้งครรภ์สูงเมื่อเทียบกับการย้ายตัวอ่อนระยะ 3 วันหลาย ๆ ตัว ทำให้ลดความเสี่ยงจากการตั้งครรภ์แฝดและภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา

ห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน หัวใจสำคัญของการเลี้ยงตัวอ่อนสู่ระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst)

การเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ ต้องถูกออกแบบและควบคุมอย่างเป็นมาตรฐานเพื่อให้ได้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน โดยต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมปัจจัยต่างๆ อย่างเข้มงวด ตั้งแต่อุณหภูมิ ความชื้น ไปจนถึงคุณภาพของอากาศ และต้องดำเนินการทุกขั้นตอนโดยนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนที่มีประสบการณ์ และได้รับการรับรองจากองค์กรนานาชาติ เพราะทุกขั้นตอนล้วนมีผลต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อนทั้งสิ้น

รวมถึงการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยภายในห้องปฏิบัติการ เช่น ตู้เลี้ยงตัวอ่อนระบบปิด (Time-Lapse Incubator) ที่สามารถบันทึกภาพการเจริญเติบโตของตัวอ่อนได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องนำตัวอ่อนออกมาสัมผัสกับสภาพแวดล้อมภายนอก ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดเลือกตัวอ่อน

หรือการใช้เทคโนโลยีที่จำลองการเลี้ยงตัวอ่อนให้คล้ายคลึงกระบวนการธรรมชาติ เช่น การใช้โปรตีน GM-CSF (Granulocyte-macrophage colony-stimulating factor) ซึ่งเป็นโปรตีนธรรมชาติที่พบในร่างกายผู้หญิงระหว่างตั้งครรภ์ ทำหน้าที่ปกป้องตัวอ่อนตามกลไกธรรมชาติ โดยจะเลียนแบบสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติภายในร่างกายคุณแม่ ส่งผลให้ตัวอ่อนมีโอกาสฝังตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีประวัติแท้งบุตร เคยประสบภาวะตัวอ่อนไม่ฝังตัว หรืออยู่ในช่วงอายุที่มากแล้ว

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลว่าทำไม SAFE Fertility Group PCL จึงให้ความสำคัญกับการย้ายตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) ไม่ใช่เพียงเพราะตัวอ่อนมีอายุมากขึ้น แต่เป็นการใช้เวลาภายในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานเพื่อคัดเลือกและเลี้ยงดูตัวอ่อนให้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อให้แพทย์และนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) สามารถประเมินและคัดเลือกตัวอ่อนที่มีศักยภาพ สอดคล้องกับความพร้อมของโพรงมดลูก รวมถึงรองรับการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมด้วย PGT-A / PGTseq-A ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จของการฝังตัวและการตั้งครรภ์ในอนาคต

สำหรับคู่รักที่กำลังวางแผนมีบุตร SAFE Fertility Group PCL พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางสู่การสร้างครอบครัว ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปีด้านการรักษาผู้มีบุตรยาก ทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ และห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการเติมเต็มครอบครัวของคุณ

บทความโดย พญ. กมลรัตน์ มีโอภาสมงคล (คุณหมอโบว์) (ว.41300)

Reference

  • PMC PubMed Central : Is Blastocyst Culture Responsible for Higher Pregnancy Rates? A Critical Analysis of the Day of Optimal Embryo Transfer and Embryo Quality
    https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9355446/
  • PubMed : Trophectoderm Biopsy: Present State of the Art
    https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/40004463/