รู้จักกับ Microbiome ระบบนิเวศในโพรงมดลูก ที่มีส่วนช่วยในความสำเร็จ IVF/ICSI สำหรับผู้ที่ย้ายตัวอ่อนไม่ติดซ้ำ ๆ
เมื่อคู่สมรสก้าวเข้าสู่กระบวนการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) หรืออิ๊กซี่ (Intracytoplasmic Sperm Injection: ICSI) แม้ว่าจะเตรียมความพร้อมสำหรับอย่างดี ตั้งแต่การบำรุงไข่ การคัดเลือกอสุจิ จนกระทั่งประสบความสำเร็จได้ตัวอ่อนคุณภาพดีระดับเกรดเอ (Grade A) แถมยังผ่านการตรวจคัดกรองโครโมโซม (PGT-A/PGTseq-A) ว่าปกติสมบูรณ์ แต่ทำไม... เมื่อถึงขั้นตอนการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก ความผิดหวังกลับเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า? ทั้งที่ผนังมดลูกก็หนาตัวสวยงามตามเกณฑ์ ผลเลือดและค่าฮอร์โมนต่าง ๆ ก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ
หากคำตอบไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของตัวอ่อน หรือการเตรียมสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจจนพร้อมแล้ว ค่าฮอร์โมนอยู่ในเกณฑ์ที่ดี บางทีคำตอบอาจซ่อนอยู่ในสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าอย่างไมโครไบโอม (Microbiome) หรือ ระบบนิเวศจุลินทรีย์ขนาดเล็กภายในโพรงมดลูก ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่อาจตัดสินว่า มดลูกจะเปิดรับตัวอ่อนในรอบนั้นได้หรือไม่ สำหรับคู่รักที่ประสบปัญหาทำเด็กหลอดแก้วหรืออิ๊กซี่ (IVF/ICSI) หลายครั้งแล้วไม่สำเร็จ การรักษาสมดุลจุลินทรีย์ในมดลูกให้เหมาะสมจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในการเตรียมความพร้อมก่อนการย้ายตัวอ่อนครั้งต่อไป
ทำความเข้าใจ “Microbiome” ระบบนิเวศขนาดเล็กที่กุมความลับการตั้งครรภ์
ในอดีตเคยมีความเชื่อว่า โพรงมดลูกของผู้หญิงต้องเป็นพื้นที่ที่ “ปลอดเชื้อ” อย่างสมบูรณ์จึงจะปลอดภัยต่อการเจริญเติบโตของทารก แต่ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ในปัจจุบัน เราพบว่าความเชื่อนั้นไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะในโพรงมดลูกที่สมบูรณ์และพร้อมต่อการตั้งครรภ์ จะต้องมีระบบนิเวศจุลินทรีย์ขนาดเล็กอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล
จุลินทรีย์เจ้าถิ่นเหล่านี้ไม่ได้เข้ามาสร้างโรค แต่ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการปกป้องโพรงมดลูก สื่อสารกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และส่งสัญญาณเคมีเพื่อยอมรับตัวอ่อนที่กำลังจะเข้ามาฝังตัว หากระบบนิเวศตรงนี้มีความสมดุล มดลูกก็จะมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม อ่อนโยน และพร้อมสนับสนุนการเจริญเติบโตของตัวอ่อนได้อย่างราบรื่น แต่ในทางตรงกันข้าม หากระบบนิเวศนี้เกิดภาวะเสียสมดุล (Dysbiosis) หรือมีจุลินทรีย์กลุ่มที่ก่อให้เกิดการอักเสบแฝงเข้ามาแทรกแซง ก็จะส่งผลให้กลไกการยอมรับตัวอ่อนล้มเหลว ร่างกายอาจมองว่าตัวอ่อนเป็นสิ่งแปลกปลอมและเกิดกลไกต่อต้าน จนนำไปสู่ภาวะตัวอ่อนไม่ฝังตัวซ้ำ ๆ (Repeated Implantation Failure - RIF)
สองตัวแปรสำคัญในมดลูก: จุลินทรีย์ดีลดลง และแบคทีเรียร้ายแทรกซึม
จากการศึกษาในผู้ป่วยที่มีประวัติตนเองทำ ICSI หรือย้ายตัวอ่อนหลายครั้งแล้วไม่สำเร็จ โดยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ระดับสากลอย่าง American Journal of Obstetrics and Gynecology และ วารสาร Acta Obstetricia et Gynecologica Scandinavica พบว่าความผิดปกติภายในโพรงมดลูกมักเชื่อมโยงกับ 2 ปัจจัยหลัก ๆ ดังนี้
1. การขาดหายไปของจุลินทรีย์ดีตระกูลแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus)
ในโพรงมดลูกของผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์และคลอดบุตรอย่างราบรื่น มักจะตรวจพบจุลินทรีย์ดีชนิดนี้หนาแน่นมากกว่า 90% ของจุลินทรีย์ทั้งหมด จุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัสมีหน้าที่สำคัญในการผลิตกรดแลกติก (Lactic Acid) เพื่อควบคุมค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ในโพรงมดลูกให้เหมาะสม พร้อมทั้งสร้างสารต้านจุลชีพเพื่อไม่ให้แบคทีเรียตัวร้ายเติบโตได้ หากในร่างกายของฝ่ายหญิงมีปริมาณแลคโตบาซิลลัสน้อยเกินไป โอกาสที่ตัวอ่อนจะฝังตัวติดก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
2. ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบเรื้อรัง (Chronic Endometritis)
นี่คือ “ภัยเงียบ” ที่น่ากลัวสำหรับคนมีบุตรยาก ภาวะนี้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียก่อโรคบางชนิดในโพรงมดลูก ซึ่งความน่ากลัวคือภาวะนี้มักจะไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ ทางร่างกาย เช่น อาการปวดท้อง ไข้ หรือตกขาวผิดปกติเลย และเมื่อทำอัลตราซาวด์ส่องดูความหนาของผนังมดลูก ก็จะเห็นผนังมดลูกเรียบสวยดูปกติทุกประการ แต่อาการอักเสบแฝงในระดับเซลล์นี้เองที่เป็นตัวการส่งสัญญาณรบกวนการฝังตัวของตัวอ่อน ทำให้ตัวอ่อนเกรดดีแค่ไหนก็ไม่สามารถเกาะผนังมดลูกได้
ทำไมแต่ละคนถึงมีสมดุลจุลินทรีย์ในมดลูกที่แตกต่างกัน?
หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อเราดูแลตัวเองเหมือนกัน แต่ทำไมระบบนิเวศภายในถึงให้ผลลัพธ์ที่ไม่เท่ากัน? ความจริงคือสมดุลจุลินทรีย์ในมดลูกมีความอ่อนไหวต่อการใช้ชีวิตค่อนข้างมาก ปัจจัยใกล้ตัวอย่างการรับประทานยาปฏิชีวนะต่อเนื่องเป็นเวลานาน สภาวะความเครียดสะสมที่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน หรือแม้แต่การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงเกินไป ล้วนเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ปริมาณจุลินทรีย์ตัวดีอย่าง Lactobacillus ลดน้อยลง
นอกจากปัจจัยภายในแล้ว สภาพแวดล้อมภายนอกอย่างช่องคลอดที่เชื่อมต่อกับโพรงมดลูกก็มีส่วนสำคัญ หากมีการอักเสบหรือติดเชื้อซ้ำๆ ก็อาจเป็นช่องโหว่ที่ทำให้จุลินทรีย์ก่อโรคเล็ดลอดเข้าไปรบกวนสภาวะภายในมดลูกได้ การทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์ จึงเป็นแนวทางสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยเตรียมความพร้อมให้เอื้อต่อการฝังตัวของตัวอ่อนได้อย่างยั่งยืน
เช็ก 4 ปัจจัยใกล้ตัวรบกวนสมดุลจุลินทรีย์ในมดลูกที่คุณอาจมองข้าม
แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้มดลูกเกิดความผิดปกติหรือการอักเสบแฝงเหล่านั้น? ความจริงแล้ว สมดุลจุลินทรีย์ในโพรงมดลูกมีความอ่อนไหวต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตค่อนข้างมาก และนี่คือ 4 ปัจจัยใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน ที่อาจกำลังรบกวนระบบนิเวศในมดลูกของคุณโดยไม่รู้ตัว
1. การใช้ยาปฏิชีวนะต่อเนื่องนานเกินไป
การใช้ยาปฏิชีวนะต่อเนื่องเป็นเวลานานเปรียบเหมือนการล้างบางระบบนิเวศ เพราะยาจะเข้าไปทำลายทั้งแบคทีเรียไม่ดีและจุลินทรีย์ตัวดีอย่าง Lactobacillus ไปด้วย
2. เครียดสะสม
โดยเฉพาะในช่วงระหว่างการรักษาภาวะมีบุตรยาก ความกังวลมักจะเกิดขึ้นได้ง่าย ความเครียดสะสมส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมและสมดุลสารเคมีภายในโพรงมดลูกให้แปรปรวนตามไปด้วย
3. การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง
การบริโภคความหวาน น้ำตาล หรือเบเกอรี่มากเกินไป ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อเรื่องน้ำหนัก แต่ฮอร์โมนและน้ำตาลที่สูงเกินไปยังเป็นอาหารชั้นดีของกลุ่มจุลินทรีย์ตัวร้ายและเชื้อรา ทำให้สามารถขยายพันธุ์จนไปทำลายสมดุลของจุลินทรีย์ดีในร่างกาย
4. การอักเสบหรือติดเชื้อซ้ำ ๆ บริเวณใกล้เคียง
เมื่อประสบปัญหาย้ายตัวอ่อนไม่ติดหลายครั้ง แพทย์จำเป็นต้องสืบค้นให้ลึกถึงต้นตอ ในอดีตการตรวจหาเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดหรือมดลูกจะใช้วิธีเพาะเชื้อ (Microbial Culture) ในจานเพาะเชื้อ ซึ่งมีข้อจำกัดสูงมาก เนื่องจากจุลินทรีย์ในโพรงมดลูกส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ที่ไม่ชอบออกซิเจน (Anaerobic Bacteria) เมื่อถูกเก็บตัวอย่างออกมาเจอสภาพอากาศภายนอก จุลินทรีย์เหล่านี้ก็มักจะตายไปก่อนที่จะทันได้เติบโตในห้องปฏิบัติการ ทำให้ผลตรวจคลาดเคลื่อน กลายเป็นหาเชื้อไม่เจอ ทั้ง ๆ ที่ภายในมดลูกยังมีการอักเสบอยู่
ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ สู่นวัตกรรมการสแกนลึกระดับ DNA ด้วย EMMA & ALICE คืออะไร
เมื่อประสบปัญหาย้ายตัวอ่อนไม่ติดหลายครั้ง แพทย์จำเป็นต้องสืบค้นให้ลึกถึงต้นตอ ในอดีตการตรวจหาเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดหรือมดลูกจะใช้วิธีเพาะเชื้อ (Microbial Culture) ในจานเพาะเชื้อ ซึ่งมีข้อจำกัดสูงมาก เนื่องจากจุลินทรีย์ในโพรงมดลูกส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ที่ไม่ชอบออกซิเจน (Anaerobic Bacteria) เมื่อถูกเก็บตัวอย่างออกมาเจอสภาพอากาศภายนอก จุลินทรีย์เหล่านี้ก็มักจะตายไปก่อนที่จะทันได้เติบโตในห้องปฏิบัติการ ทำให้ผลตรวจคลาดเคลื่อน กลายเป็นหาเชื้อไม่เจอ ทั้ง ๆ ที่ภายในมดลูกยังมีการอักเสบอยู่
ในกรณีนี้สามารถวางแผนการตรวจด้วย EMMA & ALICE ซึ่งใช้เป็นการวิเคราะห์ระดับโมเลกุลที่เรียกว่า Next-Generation Sequencing (NGS) เข้ามาช่วย เทคโนโลยีนี้ไม่ได้รอให้เชื้อเติบโต แต่ใช้วิธีสกัดและถอดรหัสรอยนิ้วมือทางพันธุกรรม หรือ DNA ของจุลินทรีย์ที่อยู่ในตัวอย่างเยื่อบุโพรงมดลูกโดยตรง ทำให้แม้ว่าจะมีเศษซากเชื้อเพียงเล็กน้อยก็สามารถตรวจจับได้
1. EMMA (Endometrial Microbiome Metagenomic Analysis)
ทำหน้าที่สแกนรหัส DNA เพื่อรายงานสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของจุลินทรีย์ทั้งหมดในมดลูก เจาะลึกว่ามีปริมาณจุลินทรีย์ดีอย่าง Lactobacillus ถึงเกณฑ์ 90% หรือไม่ เพื่อประเมินความพร้อมของสารอาหารและสภาพแวดล้อมในมดลูก
2. ALICE (Analysis of Infectious Chronic Endometritis)
ทำหน้าที่สแกนลึกเพื่อตรวจจับ DNA ของแบคทีเรียก่อโรคหลัก 8 ชนิดที่เป็นต้นเหตุของภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบเรื้อรังโดยเฉพาะ เพื่อระบุชื่อและสายพันธุ์ของเชื้อร้ายได้อย่างแม่นยำ
การรักษาแบบจำเพาะบุคคล (Personalized Medicine) เพื่อความสำเร็จ
เนื่องจากภาวะตัวอ่อนไม่ฝังตัวหรือความล้มเหลวในการย้ายตัวอ่อนซ้ำ ๆ ในแต่ละบุคคลเกิดจากปัจจัยที่หลากหลายและมีความแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพตัวอ่อน ช่วงเวลาที่เหมาะสมของเยื่อบุโพรงมดลูก หรือสภาพแวดล้อมภายในมดลูก ดังนั้น การตรวจวิเคราะห์ระบบนิเวศจุลินทรีย์และการอักเสบแฝงด้วยเทคโนโลยี EMMA & ALICE จึงเป็นเพียงแนวทางหนึ่งในการช่วยสืบค้นหาสาเหตุในจุดที่เคยมองไม่เห็น เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประกอบการวางแผนปรับสภาพแวดล้อมในโพรงมดลูกให้เหมาะสม การวิเคราะห์ปัญหาและการรักษาแบบจำเพาะบุคคล (Personalized Medicine) โดยแพทย์ผู้ชำนาญการจึงเป็นกุญแจสำคัญ
สำหรับคู่สมรสที่เคยผ่านประสบการณ์ย้ายตัวอ่อนหลายครั้งแล้วยังไม่สำเร็จ สามารถเข้ามาพบแพทย์เพื่อทำการปรึกษา ตรวจเช็ก และประเมินความพร้อมอย่างรอบด้านร่วมกับทีมแพทย์และผู้ชำนาญการของ SAFE Fertility Clinic เพื่อวางแผนแนวทางการรักษาที่ตอบโจทย์และเหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละครอบครัวอย่างใกล้ชิด ได้ที่ SAFE Fertility Clinic ทุกสาขา

บทความโดย พญ. เพียงไพลิน วรดิถี (คุณหมอแตงโม)
สูตินรีแพทย์ชำนาญการด้านมีบุตรยาก SAFE Fertility Clinic สาขาเกษรอัมรินทร์
เลขที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม: 46855
Reference:
- National Library of Medicine: Evidence that the endometrial microbiota has an effect on implantation success or failure https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/27717732/
- Springer Nature : Vaginal and endometrial microbiome dysbiosis associated with adverse embryo transfer outcomes https://link.springer.com/article/10.1186/s12958-024-01274-y
- University of Melbourne : Endometrial Receptivity Array Test (ERA test) https://www.unimelb.edu.au/ivf/treatment/endometrial-receptivity-array-test-era-test
- Springer Nature : Effect of improvement in the endometrial microbiome on in vitro fertilization outcomes https://link.springer.com/article/10.1007/s10815-025-03759-0
- National Library of Medicine: The Endometrial Microbiome and Its Impact on Human Conception https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8745284/
- Wiley Online Library: The role of the microbiome in endometrial carcinoma: Pathogenesis, biomarkers, and therapeutic prospects https://obgyn.onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/jog.70070