03.03.69

การเพิ่มอัตราการเกิดของประชากรไทย และเทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร

การเพิ่มอัตราการเกิดของประชากรไทย และเทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร

"อนาคตประชากรไทย ออกแบบได้" ในยุคที่คนเกิดน้อยลง วิทยาศาสตร์การแพทย์จะไม่ใช่แค่กระบวนการรักษา แต่คือการสร้างโอกาส"และมอบคุณภาพชีวิตใหม่ ให้กับครอบครัว เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายทางโครงสร้างประชากรในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

เมื่อวันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา นายแพทย์วิวัฒน์ กว้างคณานุรักษ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้รับเชิญเป็นวิทยากรเสวนาในหัวข้อ “การเพิ่มอัตราการเกิดของประชากรไทย และเทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร”  โดยสโมสรไลออนส์นครหลวง กรุงเทพ ณ โรงแรมจัสมิน ซิตี้

นายแพทย์วิวัฒน์ ได้ให้ข้อมูลภายในงานว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ "วิกฤตประชากร" อย่างหนัก เมื่อโครงสร้างประชากรกำลังเปลี่ยนจากสังคมวัยเยาว์ (Young Society) ไปสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) และล่าสุดในปี 2567 ที่ผ่านมาประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 5 แสนคนต่อปี ซึ่งถือเป็นจำนวนที่ต่ำสุดในรอบ 70 ปี 

วิกฤตประชากรนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ก็ยังเกิดขึ้นกับหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งทุกประเทศกำลังเร่งหามาตรการเพื่อหาทางออก เช่น ประเทศญี่ปุ่นทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่ออุดหนุนการเลี้ยงดูบุตร และประเทศจีนที่ปรับนโยบายลูกคนเดียวให้เป็นการส่งเสริมให้มีลูก 3 คน รวมถึงประเทศสิงคโปร์ที่ให้สิทธิ์สำหรับสำหรับครอบครัวที่มีลูกสามารถซื้อบ้านได้ในราคาที่ถูกลง เป็นต้น

ในฐานะของคลินิกรักษาผู้มีบุตรยากจะช่วยเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประชากรโลกด้วยเช่นกัน โดยนายแพทย์วิวัฒน์ ได้ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันเทคโนโลยีการแพทย์เพื่อการมีบุตรก้าวหน้าไปอย่างก้าวกระโดด โดยในปัจจุบันอัตราการความสำเร็จในการตั้งครรภ์พุ่งสูงถึง 70-80% เมื่อเทียบกับในอดีตเพียงที่มีอัตราความสำเร็จ 30%  และประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (Assisted Reproductive Technology: ART)  โดยกลุ่มบริษัท เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (SAFE) หนึ่งในผู้นำทางการแพทย์ด้านการเจริญพันธุ์ในภูมิภาคเอเชีย มีทีมแพทย์เฉพาะทางและผู้ชำนาญการด้านตัวอ่อนที่ได้รับการรับรองระดับสากล ทำให้อัตราความสำเร็จในการรักษาอยู่ที่ประมาณ 80% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยสากล

อีกทั้ง SAFE ยังได้รับความไว้วางใจจากคนไข้ทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยหัวใจสำคัญที่ทำให้อัตราความสำเร็จสูงถึงร้อยละ 80 นั้น มาจากการผสานระหว่างเทคโนโลยีที่ทันสมัย และความชำนาญเฉพาะทางของบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นการตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน (PGTseq-A) การใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยประเมินเพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่สมบูรณ์ ตลอดจนห้องปฏิบัติการด้านการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลก

นายแพทย์วิวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า "ภารกิจของเราไม่ใช่เพียงแค่การรักษาภาวะมีบุตรยาก แต่คือการส่งมอบ 'ความสมบูรณ์ของครอบครัว' และการสร้างประชากรที่มีคุณภาพ (Quality Birth) เพราะในยุคที่คนตัดสินใจมีลูกน้อยลง การช่วยให้เด็กที่เกิดมามีสุขภาพแข็งแรงตั้งแต่ในระดับโครโมโซมจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้ก้าวข้ามผ่านวิกฤตโครงสร้างประชากรในระยะยาว"

การเสวนาในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่ฉายภาพให้เห็นถึงความท้าทายของประเทศไทยในยุค Aging Society แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นว่า เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยและการเตรียมพร้อมที่ดี คือจุดเปลี่ยนสำคัญของอนาคตประชากรไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกครอบครัวสามารถออกแบบและกำหนดเป้าหมายความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง